ห้องวิเศษ

ลุงบุญชุบ ถูกรางวัลหวยบนดินได้เงินมาพอสมควรจึงพาเมียและลูกชายมาเที่ยวก รุงเทพเป็นครั้งแรกในชีวิต ทุกคนตื่นตาตื่นใจกับสิ่งใหม่ๆที่ทันสมัยในกรุงเทพมาก

วันหนึ่งคนทั้งสามก็ไปเที่ยวเดินซื้อของในศูนย์การค้าแพ็กโก ข้าวของเสื้อผ้าลานตาไปหมด เมียลุงบุญชุบเกิดติดใจรองเท้าคู่สวย เธอทดลองสรวมใส่อยู่หลายคู่ ปล่อยให้ลุงบุญชุบรออยู่นาน แกจึงพาลูกชายปลีกตัวออกมาเดินเล่นอยู่ไม่ห่าง

ลูกชายเห็นลิฟท์ผู้โดยสารมีประตูสอง บานเดี๋ยวเลื่อนเปิดเดี๋ยวเลื่อนปิด มีคนเดินเข้าออกห้องเล็กๆห้องนั้น ไม่เข้าใจว่าพวกเขาเข้าไปทำอะไรกัน จึงถามลุงบุญชุบ

ลูก : พ่อๆ นั่นห้องอะไร มีประตูเลื่อนเปิดเลื่อนปิด และมีคนเดินเข้าเดินออกด้วย

บุญชุบ : ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน

ในขณะนั้นมีผู้หญิงสูงอายุคนหนึ่งเดินถือไม้เท้าเดินกระย่องกระ แย่งเข้าไปในลิฟท์คนเดียวประตูลิฟท์เลื่อนปิด มีแสงที่ปุ่มวับๆ วิ่งเป็นแถวขึ้นไปอีกประเดี๋ยวหนึ่งแสงที่ปุ่มวับๆวิ่งเป็นแถวล งมา ประตูลิฟท์เลื่อนเปิดออก

บุญชุบเห็นหญิงสาวสวยรูปร่างดีมากคนหนึ่งใส่รองเท้าส้นสูงก้าวอ อกมาจากลิฟท์อย่างสง่า บุญชุบตกตลึงรีบเรียกลูกชายเสียงหลง

บุญชุบ : ไอ้น้อยๆ เอ็งไปพาแม่เอ็งมาที่นี่เร็วๆ ๆๆ

ลูก : มีอะไรหรือพ่อ

บุญชุบ : จะให้แม่แกเดินเข้าห้องนี้ รองท้งรองเท้าไม่ต้องซื้อแล้วเดี๋ยวห้องนี้จัดการชุบให้ได้


เขาไม่ชอบอมยา

สายพวง เคยทำงานเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมสวาสดิ์ปัจจุบันได้เ กษียณอยุแล้วเช้าวันหนึ่งหล่อนพาสามีไปหาหมอที่โรงพยาบาลด้วยกั น

หมอ : สวัสดีครับ วันนี้มาหาหมอมีอาการอะไร ?

สายพวง : สามีดิฉันน่ะ ไม่ใช่ดิฉัน แกมีอาการซึมเศร้าไม่ค่อยพูดจาถามคำก็จะตอบคำ

หมอ : อาการนี้เป็นมาตั้งแต่เมื่อไร

สายพวง : เป็นมานานแล้วหมอ ดิฉันชวนเขาไปไหนแกก็ไม่ยอมไป นี่ขนาดชวนมาหาหมอนะ ยังเหนื่อยแทบแย่เลย คนอะไรไม่รู้ ไม่ห่วงตัวเองเลย

หมอตรวจสามีอยู่พักหนึ่ง เสร็จแล้วก็จัดยามาให้ โดยมียาเม็ดสีเหลือง สีเขียว สีแดง มาเต็มขวดโหล 3 ขวดใหญ่

สายพวง : โอ้โห ทำไมยาเยอะอย่างนี้ จะให้เขากินอย่างไร ? ครั้งละ 1 เม็ดหลังอาหารเช้า กลางวัน เย็น เลยใช่ไหม? กินจนหมดสามขวดโหลนี้ คงต้องเป็นปีเลยนะซิ ทำไมต้องรักษานานอย่างนี้

หมอ : ยาเม็ดเหล่านี้ไม่ใช่ยากินแต่เป็นยาอม ใช้อมครั้งละเม็ดติดต่อกันตลอดเวลา เช้าอมเม็ดสีเหลืองถึงเที่ยง บ่ายอมเม็ดสีเขียวถึงเย็น ตอนค่ำรวมถึงตอนนอนให้อมเม็ดสีแดง

สายพวง : แต่สามีดิฉันไม่ชอบอมยาอม ขอเป็นยากินแทนได้ไหม?

หมอ : ยาอมนี้ไม่ใช่สำหรับสามีคุณ แต่สำหรับคุณต่างหาก


หูตึง

บุญชวน เป็นข้าราชการใกล้เกษียณอายุ เขามีภรรยาที่แต่งงานกันมาไม่น้อบกว่า 30 ปีเขารู้สึกว่าภรรยาเขาจะมีเป็นหาเรื่องการได้ยินเขาจึงไปหาหมอ เพี่อขอยาให้แก่ภรรยาตน

บุญชวน : หมอครับ ผมว่าภรรยาผมถ้าจะหูหนวกแน่เลย เพราะเวลาผมพูดกับเขาเขาจะไม่ได้ยิน ผมต้องพูดซ้ำๆหลายๆทีทุกครั้ง ทำให้เราสื่อสารกันยากมากผมจึงอยากขอยาให้แก่ภรรยาผมหน่อย

หมอ : ภรรยาคุณไม่ได้หูหนวกหรอก แกคงจะหูตึงน่ะ แต่จะหูตึงมากน้อยแค่ไหนต้องตรวจวินิจฉัย ว่าแต่ว่า ...คุณอาจช่วยหมอได้นะกลับบ้านแล้วทดลองพูดกับภรรยาด้วยระยะห่า งต่างๆกัน เริ่มต้นที่ระยะห่าง 5 เมตร, แล้วก็ 3 เมตร, 1 เมตรตามลำดับแล้วให้สังเกตุดูการตอบสนองของเขาว่าเป็นอย่างไรตอ นนั้นหมอคงจะบอกได้ว่าแกหูตึงเพียงใดแล้วจึงจะจัดยาให้ถูกได้

บุญชวนกลับบ้านไป พบว่าภรรยาอยู่ในครัวกำลังเตรียมอาหาร จึงทำตามที่หมอแนะนำยืนห่างจากภรรยาประมาณ 5 เมตร แล้วถามภรรยาว่า

" อาหารมื้อนี้มีอะไร? " เงียบไม่มีเสียงตอบจากภรรยา บุญชวนจึงเดินเข้ามาใกล้ในระยะ 3เมตรแล้วถามด้วยคำถามเดิม เงียบไม่มีเสียงตอบ บุญชวนจึงขยับใกล้เข้ามาที่ระยะ 1 เมตรทุกอย่างเหมือนเดิมทุกประการดังนั้น บุญชวนจึงเดินไปยืนข้างหลังภรรยาชิดจนขนาดสามารถพูดที่ข้างหูภร รยา

บุญชวน : อาหารมื้อนี้มีอะไร

ภรรยา : ขอตอบเป็นครั้งที่ 4 ว่า ไข่ต้มจิ้มน้ำปลา


แก่อย่างสุขุม

บุญเทียม เกษียณอายุแล้วได้ย้ายเข้าไปอยู่บ้านหลังใหม่ตั้งใจว่าจะใช้ชีว ิตอย่างสงบสุข แต่โชคร้ายบ้านหลังนั้นอยู่ใกล้โรงเรียนมัธยมชายที่มีนักเรียนเ กเรอยู่กลุ่มหนึ่งวันๆนักเรียนกลุ่มนี้จะถือไม้ตะพดเดินตีสิ่งข องต่างๆที่จะก่อให้เกิดเสียงดังกังวาล ไม่ว่าจะเป็นรั้วเหล็กดัดประตูเหล็ก ราวสะพาน ถังขยะ ฯลฯ ชาวบ้านในละแวกนั้นจะรู้สึกรำคาญที่ถูกรบกวนซึ่งก็รวมถึงบุญเที ยมด้วยเมื่อเห็นว่าบุญเทียมเป็นผู้ใหญ่จึงมาปรึกษาแทนที่บุญเที ยมจะออกไปห้ามปรามหรือขอร้องให้เด็กเกเรเหล่านั้นเลิกกระทำดังก ล่าวบุญเทียมกลับเดินไปหาเด็กเหล่านั้นในเช้าวันหนึ่ง

บุญเทียม : หนูๆทั้งหลาย ลุงเป็นคนชอบเสียงดนตรี ไม่ชอบอยู่เงียบๆลุงจะให้เงินหนูคนละ20 บาททุกวัน ถ้าพวกหนูมาเคาะรั้วหรือถังขยะให้เกิดเสียงอันดังอย่างน้อยวันล ะครึ่งชั่วโมง

เด็กเกเรเหล่านั้นรับเงินจากบุญเทียมวันละ 20 บาทต่อคนแล้วก็เดินเคาะประตูถังขยะ ฯลฯดังที่เคยปฎิบัติทุกวันเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ เช้าอีกวันหนึ่งบุญเทียมออกมาพบเด็กเกเรเหล่านั้นด้วยสีหน้าที่ ไม่ค่อยจะดีนัก

บุญเทียม : หนูๆทั้งหลาย เนื่องจากตอนนี้สถานะการณ์ทางการเมืองไม่สู้จะดีมีการประท้วงกั นบ่อยส่งผลเศรษฐกิจซบเซารายได้ของลุงก็ลดลงไปด้วย ลุงขอจ่ายให้พวกหนูคนละ 10บาทต่อวันก็แล้วกัน หวังว่าพวกหนูคงเห็นใจลุงนะ

เด็กเกเรเหล่านั้นรับเงินจากบุญเทียมวันละ 10 บาทต่อคนแล้วก็เที่ยวเดินเคาะรั้ว ประตู ถังขยะฯลฯ อย่างที่เคยปฏิบัติ อีกสัปดาห์หนึ่งต่อมาบุญเทียมเดินออกมาพบเด็กเกเรเหล่านั้นด้วย ความเศร้าสร้อย

บุญเทียม : หนูๆทั้งหลาย ลุงมีความเสียใจที่ต้องบอกว่าตอนนี้บ้านเมืองยุ่งเหยิงมาก เงินบำนาญของลุงก็ถูกตัดทำให้ลุงจำเป็นต้องลดค่าจ้างของพวกหนูเ หลือแค่วันละบาทต่อคนเท่านั้น

หัวหน้าเด็ก : จะบ้าเหรอ วันละบาทต่อคนเนี้ย เราไม่ยอมทำให้โง่หรอก ขอบอกไปจ้างคนอื่นละกัน พวกเรา ไปกันเถอะ

แล้วเด็กเกเรเหล่านั้นก็โยนไม้ตะพดที่ใช้เคาะเสียงดังใส่ถังขยะ และเดินจากไปชาวบ้านละแวกนั้นก็อยู่กันด้วยความสงบสุขมาจนถึงทุ กวันนี้

ใครเป็นใหญ่ในบ้าน

บุญทันขาย ที่ดินที่เป็นไร่ของเขาได้เงินก้อนโตแม้จะเทียบไม่ได้กับการขาย หุ้นชินก็ตาม แต่เขาก็จะย้ายถิ่นฐานไปอยู่กับบรรดาลูกๆที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงจำเป็นต้องจัดการกับสัตว์ในฟาร์มซึ่งประกอบด้วย ม้าหลายตัวและแม่ไก่ฝูงหนึ่ง จะขายก็คงไม่ง่ายและอาจต้องใช้เวลาจนถึงกับทำให้แผนเดินทางต้อง เลื่อนไป

บุญทันเห็นว่าเพื่อนบ้านล้วนแต่เป็นคนมีน้ำใจไมตรีดีต่อบุญทันม าโดยตลอด จึงคิดว่าน่าจะแจกจ่ายม้าและแม่ไก่ให้แก่เพื่อนบ้านเป็นที่ระลึ กโดยทั่วกันดังนั้นบุญทันจึงเดินถามเพื่อนบ้านทีละหลังว่าใครเป ็นใหญ่ในบ้าน ถ้าคนที่เป็นใหญ่ในบ้านเป็นผู้ชายบุญทันก็ให้ม้าหนึ่งตัว ถ้าคนที่เป็นใหญ่ในบ้านเป็นผู้หญิงบุญทันก็จะให้แม่ไก่หนึ่งตัว บุญทันถามไปแจกม้าแจกแม่ไก่ไปจนกระทั่งมาถึงครอบครัวหนึ่ง

บุญทัน : ที่นี่ใครเป็นใหญ่ในบ้าน?

สามี : ผมเอง

บุญทัน : งั้นคุณเอาม้าไปหนึ่งตัว แต่ผมมีม้าสีดำกับม้าสีเทา คุณจะเอาตัวไหน?

สามี : ผมขอม้าสีดำ

ภรรยา : ไม่เอา ไม่เอา ขอม้าสีเทา

บุญทัน : งั้นคุณเอาแม่ไก่ไปแทนก็แล้วกัน


นักวิ่งกับหมา

อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องนักวิ่งแข่งกับหมา หรือคนพาหมาวิ่งเช่น คุณเจ๊หมา หรือ คุณน้อง nora~kitty นะครับ แต่เป็นเรื่องของ คุญบุญเจือ สมาชิก TRC เรานี่เอง

บุญเจือเป็นนักวิ่งมาราธอนในระดับแนวหน้าเขาจะฝึกวิ่งอย่างหนัก และสม่ำเสมอทุกๆวัน แต่เขาจะมีปัญหาที่ไม่เหมือนใคร จนกระทั่งวันหนึ่ง คุณบุญเจือไปหาจิตแพทย์

จิตแพทย์ : สวัสดีครับคุณบุญเจือ วันนี้มีอาการอะไรหรือครับ

บุญเจือ : คือว่า ผมเป็นนักวิ่งครับ เวลาผมไปวิ่งผมมักจะรู้สึกว่ามีหมาวิ่งไล่ผมตลอดเวลาเลยครับ

จิตแพทย์ : อ๋อ เรื่องนี้มันเกิดจากความระแวงของคุณเอง ดังนั้นให้คุณหลีกเลี่ยงการวิ่งในหมู่บ้านหรือบริเวณวัด หรือที่ที่ที่คุณรู้สึกว่ามีหมาเยอะๆก็แล้วกัน

บุญเจือหายไปสองสัปดาห์แล้วก็กลับมาหาจิตแพทย์อีกครั้งหนึ่ง

บุญเจือ : หมอครับ ผมไปวิ่งที่สวนรถไฟมาสองอาทิตย์อาการของผมก็ยังเหมือนเดิมครับ รู้สึกว่ามีหมาวิ่งไล่ผมทุกวันอยู่ดี

จิตแพทย์ : อืม ! ผมคิดว่าคุณคงจะเคยเห็นคนพาหมามาเดินเล่นในสวนรถไฟมันก็เลยทำให ้เกิดอาการจิตหลอน ทำให้คุณรู้สึกมีความระแวง

บุญเจือ : อ้าว ! แล้วผมจะต้องไปวิ่งที่ไหนล่ะครับที่จะไม่มีหมามาให้ผมต้องระแวง

จิตแพทย์หยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงบอกกับบุญเจือว่า " ก็ที่ท่าแร่ จังหวัดสกลนคร ยังงัยล่ะ "

น้ำใจนักวิ่ง

บุญจง ขับรถคนเดียวจากนราธิวาส จะไปธุระที่ร้อยเอ็ด ด้วยระยะทางค่อนข้างไกลและเวลาที่ต้อง รีบเร่ง บุญจงจึงต้องขับรถตลอดคืนโดยไม่ได้พักเลยจนกระทั่งเช้าของวันรุ ่งขึ้น บุญจงคิดว่าควรจะ เหลือระยะทางอีกไกลโข ตอนนั้นเขาอยู่ที่สระบุรี โชคดีที่เขาเห็นสวนสาธารณะที่มีต้นไม้ร่มรื่นดี ท่าทางเงียบสงบ น่าที่จะงีบได้สบายโดยแดดก็จะไม่ส่องด้วย จึงจอดรถที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งใกล้ทาง วิ่งออกกำลังกายในสวน มีนักวิ่งวิ่งออกกำลังกายอยู่หลายคน บุญจงเอนกายลงแล้วหลับด้วยความ อ่อนเพลียทันที ประเดี๋ยวเดียวก็ได้ยินเสียงเคาะที่กระจกหน้าต่างรถ บุญจงตื่นขึ้น เห็นนักวิ่งคนหนึ่ง

บุญจง : ครับ มีธุระอะไร?

นักวิ่ง1 : ขอโทษครับ อยากทราบว่าตอนนี้กี่โมงแล้วครับ?

บุญจง : 7 โมง 25 นักวิ่ง1 : ขอบคุณครับ

หลังจากนักวิ่งวิ่งจากไป บุญจงก็งีบต่อทันทีเพราะยังรู้สึกง่วงมาก เพียงครู่เดียวก็มีเสียงเคาะที่ กระจกหน้าต่างรถอีกครั้งหนึ่ง บุญจงตื่นมาเห็นนักวิ่งอีกคนหนึ่ง

นักวิ่ง2 : ขอโทษ ! กี่โมงแล้วครับตอนนี้

บุญจง : 7 โมง 35

นักวิ่ง2 : ขอบคุณครับ

หลังจากนักวิ่งคนนั้นวิ่งจากไป บุญจงรู้สึกหงุดหงิดมากที่ถูกรบกวน เขาหยิบกระดาษขึ้นมาแผ่น หนึ่งแล้วเขียนข้อความตัวโตๆบนกระดาษแผ่นนั้นว่า "ผมไม่รู้ว่าตอนนี้กี่โมงแล้วครับ" แล้วเขาก็ แปะเอาไว้ที่กระจกหน้าต่างรถ หวังว่าต่อไปนี้คงจะไม่มีนักวิ่งมารบกวนถามเวลาเขาอีก ไม่นานบุญจง ก็หลับต่อด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่แล้วก็ต้องตื่นขึ้นเป็นครั้งที่สามเพราะมีเสียงเคาะกระจก หน้าต่างรถอีก บุญจงลืมตาขึ้นดูเห็นนักวิ่งคนที่สาม

นักวิ่ง3 : ตอนนี้หรือครับ? ตอนนี้ 7 โมง 45 แล้วครับ แล้วเขาก็วิ่งจากไป


นักหนีภาษี

ที่ด่านชายแดนบ้านผักกาด ลุงบุญมีขี่จักรยานบรรทุกกระสอบสองใบจะผ่านด่านข้ามไปเขมร เจ้าหน้าที่ศุลกากรเรียก ลุงบุญมี เพื่อขอตรวจสิ่งของ

เจ้าหน้าที่ : ในกระสอบนั้นมีอะไร เทออกมาดูหน่อย

บุญมี : ในนั้นมีทราย

เจ้าหน้าที่ฯเทของจากกระสอบทั้งสองใบแล้ว พบว่าเป็นทรายดังที่ลุงบอกจริงๆ แม้จะพยายามคุ้ย เขี่ยทรายทั้งสองกองอย่างไรก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ จึงตักทรายใส่กระสอบแล้วปล่อยให้ลุงข้ามแดนไป

วันรุ่งขึ้น ลุงบุญมีก็ขี่จักรยานบรรทุกกระสอบมาสองใบอีก เจ้าหน้าที่ศุลกากรก็ขอตรวจโดยเทของ ในกระสอบออกมา พบว่ามีแต่ทรายทั้งสองกระสอบ จึงตักทรายใส่กระสอบแล้วปล่อยให้ลุงบุญมี ข้ามด่านไปเขมร

ในวันต่อมาและต่อเนื่องกันเป็นเดือน ลุงบุญมีก็จะขี่จักรยานบรรทุกกระสอบสองใบผ่านด่านทุกวัน เจ้าหน้าที่ศุลกากรก็จะเทของออกจากกระสอบทั้งสองใบมาตรวจทุกวัน เช่นเดียวกัน เพราะกลัวลุงแก ลักไก่ แต่ในที่สุดก็พบว่าของในกระสอบมีแต่ทรายเท่านั้น อย่างนี้ทุกครั้ง

เวลาผ่านไปหกเดือน ลุงบุญมีหายไป ไม่ขนกระสอบผ่านด่านดั่งที่เคยทำทุกวันอีกต่อไป วันหนึ่งเจ้า หน้าที่ศุลกากรไปพบลุงบุญมีที่ตลาดโดยบังเอิญ ลุงแกแต่งตัวภูมิฐานมีเครื่องทองหยองประดับกาย มากมาย จึงเดินเข้าไปทักทาย

เจ้าหน้าที่ : อ้าว ลุงบุญมี เดี๋ยวนี้ไม่ข้ามไปเขมรอีกแล้วหรือ รวยแล้วสิ ผมอยากจะบอกนะว่าลุงทำ พวกผมเหนื่อยน่าดูเลย การหนีภาษีของลุงนั้นแยบยลจริงๆนะ ลุงช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมว่า จริงๆแล้วลุงซ่อนของหนีภาษีอะไร แล้วซ่อนอยู่ที่ตรงไหน พวกเราจึงค้นหาไม่พบ ถ้าลุงบอกผม ผมสัญญาว่าจะไม่บอกใคร

บุญมี : ผมเอาจักรยานไปขายฝั่งเขมรครับ


ที่โรงเตี๊ยม

ที่โรงเตี๊ยมในคืนอันหนาวเย็นคืนหนึ่ง มีนักเดินทางสามคนมาขอเช่าห้องพักพร้อมกัน คนแรกเป็น นักบวชฮินดู คนที่สองเป็นอิหม่าม คนที่สามคือ บุญโดม ทนายความ

เจ้าของโรงเตี๊ยมแจ้งว่า ที่นั่นมีห้องพักอยู่เพียงห้องเดียว แต่มีเตียงอยู่แค่สองเตียงเท่านั้น ดังนั้นคน ทั้งสามต้องตกลงกันเองว่าสองคนไหนจะพักในห้องพัก ที่เหลือหนึ่งคนจำเป็นต้องไปนอนที่โรงนา นักบวชฮินดูยอมเสียสละโดยอาสาไปนอนในโรงนาเอง

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป มีเสียงเคาะประตูห้องนอน อิหม่ามและบุญโดมทนายความมาเปิดประตู ที่แท้ก็ เป็นนักบวชฮินดูนั่นเอง

นักบวชฮินดู: ในโรงนามีวัวตัวหนึ่ง เราถือว่าวัวนั้นศักดิ์สิทธิ์มาก เราไม่สามารถนอนอยู่ในโรงนา กับวัวได้หรอก

อิหม่ามบอกว่าเขาไม่มีป้ญหาที่จะนอนอยู่กับวัวจึงอาสาไปนอนในโร งนาแทน อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา ปรากฎว่ามีเสียงเคาะประตูห้องอีก บุญโดมกับนักบวชฮินดูมาเปิดประตู อ้าวนั่นคืออิหม่าม

อิหม่าม : ในโรงนาไม่ใช่มีแต่วัว หากแต่มีหมูอยู่ตัวหนึ่งด้วย เรารังเกียจหมู และรู้สึกขยะแขยงมาก จึงไม่สามารถนอนในโรงนากับสิ่งที่น่าขยะแขยงอย่างนี้ได้หรอก

บุญโดมทนายความบอกว่า สำหรับเขาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวัวหรือเป็นหมูไม่เป็นปัญหาสำหรับเขาเลย ความจริงแล้วเขาไม่อยากไปนอนในโรงนา แต่เพื่อเห็นแก่คนทั้งสองเขาจึงจำใจต้องไป ครึ่งชั่วโมง ผ่านไป ปรากฎว่ามีเสียงเคาะประตูห้องอีก ทั้งนักบวชฮินดูและอิหม่ามก็มาเปิดประตู พบว่า

ผู้มาเคาะประตูคือวัวหนึ่งตัว และหมูหนึ่งตัว ที่อยู่ในโรงนานั่นเอง

เจ็บที่ไหน


สายปัทม์ เป็นคุณหนูไฮโซ โดยปกติเป็นคนไม่ชอบออกกำลังกาย ไม่ชอบแดด ไม่ชอบลม วันๆจะอยู่ แต่ในห้องของตนเองเท่านั้น วันหนึ่งสายปัทม์ไปหาหมอที่โรงพยาบาล

หมอ : ไหน คุณเจ็บที่ไหนบ้าง?

สายป้ทม์ : มันเจ็บทั่วไปหมดเลยค่ะหมอ หมอช่วยหนูด้วยนะคะ

หมอ : คุณหมายความว่าอย่างไร คุณเจ็บทั่วไปหมดน่ะ คุณช่วยระบุให้ชัดๆหน่อยว่าเจ็บที่ตรงไหน ดีกว่า หมอจะได้ตรวจและวินิจฉัยได้ถูกถูก

สายปัทม์ยกนิ้วชี้ข้างขวาของตัวเองจิ้มไปที่เข่าข้างขวา " ตรงนี้ อุ๊ย ! เจ็บค่ะ"

แล้วก็ใช้นิ้วเดียวกันนั้นจิ้มไปที่ข้อศอกซ้าย "โอ๊ย ! ตรงนี้ก็เจ็บมากเลยค่ะ"

ทีนี้เธอก็จิ้มไปที่แก้มขวาของเธอ "ว้าว ! นี่ก็เจ็บมากด้วย"

และที่สุด เธอก็จิ้มไปที่ติ่งหูข้างขวาอีก " โอ๊ะ ! แม้แต่ที่นี่ก็ยังเจ็บจริงๆเลยค่ะ"

หลังจากนั้นหมอก็ทำการตรวจสายปัทม์อย่างละเอียด

สายปัทม์ : เป็นไงบ้างคะหมอ? หนูเป็นอะไร?

หมอ : อ๋อ ผมตรวจคุณละเอียดแล้ว ปรากฎว่านิ้วชี้ข้างขวาของคุณมันซ้นน่ะ